สำหรับใครที่อยากปลูกผมอาจมีความสงสัยว่า ทำไมบางคนปลูกผมแล้วได้ผลลัพธ์ที่หนาแน่นถี่ แต่บางคนปลูกผมแล้วดูไม่ค่อยหนาแน่นเท่าไหร่ แล้วการปลูกผมแน่น ถี่ ละเอียด จัดเต็ม” สามารถทำได้ทุกคนหรือไม่? ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการปลูกผม ควรทำความเข้าใจข้อเท็จจริง ขั้นตอน เทคนิค รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความสำเร็จ บทความนี้จะพาคุณไปค้นหาคำตอบอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มต้นเส้นทางการมีผมใหม่อย่างมั่นใจปลูก
สาระสำคัญในบทความ
ปลูกผมแบบแน่นถี่ (High Density) ทำได้ทุกคนหรือไม่?
การปลูกผมแน่นถี่ คือ การย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณด้านหลังศีรษะ (Donor Area) ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปปลูกยังบริเวณที่ต้องการ โดยตำแหน่งที่ย้ายรากผมออกมาแล้ว จะไม่มีเส้นผมขึ้นมาแทนที่ แต่จะไปงอกใหม่ในตำแหน่งที่ปลูก สำหรับการปลูกผมแบบแน่นถี่ (High Density) ต้องมั่นใจว่าสามารถบำรุงรักษาเส้นผมที่มีอยู่เดิมไม่ให้หลุดร่วงมากขึ้น เพราะหากเส้นผมร่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจเหลือเส้นผมไม่พอสำหรับปลูกในอนาคต
การปลูกผมที่ดีต้องมีการวางแผนการรักษาระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้ผลลัพธ์หลังปลูกออกมาดูดี ดูเป็นธรรมชาติเท่านั้น แต่ต้องดูแลเส้นผมที่มีอยู่เดิมให้อยู่กับเราได้นานที่สุดด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า เส้นผมเดิมหลุดร่วงลงเรื่อยๆ เหลือแต่ผมที่ปลูก จนมองเห็นช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างผมที่ปลูกกับผมเดิม ซึ่งการปลูกผมแบบแน่นถี่นั้นไม่สามารถทำได้ทุกคน ระดับความหนาแน่นในการปลูกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความหนาแน่นในการปลูกผม?
ปัญหาผมบาง ศีรษะล้านมากน้อยแค่ไหน
หากมีศีรษะล้านเป็นบริเวณกว้าง แต่มีจำนวนเส้นผมที่ใช้ปลูกอยู่จำกัด กรณีแบบนี้ไม่สามารถปลูกผมแบบหนาแน่นถี่ได้ แต่หากทำการปลูกผมแน่นบริเวณ Hair Line โดยมีเส้นผมที่ใช้ปลูกอยู่เยอะ ก็สามารถจัดเต็มความหนาแน่นได้จำนวนกราฟต์ผมที่ใช้ปลูกมีเยอะแค่ไหน
ผลลัพธ์การปลูกผมเพื่อให้ดูหนาแน่น ถี่ ละเอียด ขึ้นอยู่กับต้นทุนผมของแต่ละคน ทั้งจำนวนและความหนาของเส้นผม ยิ่งมีปัญหาผมบาง ศีรษะล้านมาก อาจต้องใช้กราฟต์ผมมากตามระดับความรุนแรง หากมีเส้นผมไม่เพียงพอ อาจไม่สามารถปกปิดบริเวณศีรษะล้านได้ทั้งหมด ก็ต้องกระจายความหนาแน่นให้ครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วบริเวณที่ต้องการปลูกผม
แต่ละบริเวณใช้จำนวนกราฟต์ผมในการปลูกต่างกัน และใช้ลักษณะกราฟต์ที่แตกต่างกันไป เช่น บริเวณแนวผมด้านหน้า จะใช้กราฟต์ 1 กอที่มีเส้นผม 1 เส้น เพื่อต้องการให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ส่วนบริเวณด้านบนศีรษะ จะใช้กราฟต์ 1 กอที่มีเส้นผม 3 – 4 เส้น เพื่อให้ผลลัพธ์หลังปลูกดูหนาแน่น
ตัวอย่างเคส The Skin Clinic กับการรักษาด้วยเทคนิค ALMI Nano Fat?

ตัวอย่างเคสคนไข้ของ The Skin Clinic ปลูกผมจากคลินิกปลูกผมอื่นมา มีปัญหาผมร่วงเพิ่ม แต่ไม่อยากปลูกผมอีก เป็นเคสที่ทำการแก้ไขได้ค่อนข้างยากพอสมควร เนื่องจากคลินิกปลูกผมที่คนไข้ได้ทำการปลูกผมในครั้งแรก ได้เก็บกราฟต์จากบริเวณด้านหลังศีรษะมากเกินไป จนทำให้ผมบริเวณนั้นบางผิดปกติ บางจนเห็นหนังศีรษะ หรือที่เรียกว่า Over – Harvesting ส่งผลให้ไม่มีผมเหลือพอสำหรับปลูกครั้งต่อไป ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ไขได้ยากมาก หรือบางครั้งแก้ไขไม่ได้เลย แล้วเคสแบบนี้ จะทำการรักษาอย่างไร?

เนื่องจากบริเวณด้านหน้าศีรษะที่ดูบาง ยังมีเส้นผมเดิมเหลืออยู่ ทีมแพทย์ได้วางแผนการรักษาในระยะยาวให้กับคนไข้ โดยการใช้เทคนิค ALMI Nano Fat เพื่อกระตุ้นรากผมด้วยเซลล์ไขมันตัวเอง ช่วยให้เส้นผมหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น และยืดระยะเวลาในวัฏจักรเส้นผม (Hair Growth Cycle) พร้อมทั้งลดการใช้กราฟต์เกินจำเป็น เพื่อให้สามารถบริหารทรัพยากรกราฟต์ผมได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด สำหรับการปลูกผมในอนาคต

หลังจากทำ ALMI Nano Fat ไปเพียง 1 เดือน ผลลัพธ์ที่ได้คือ บริเวณศีรษะล้านด้านหน้า เริ่มมีเส้นผมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมเดิมที่เคยเล็กบาง กลับมาแข็งแรงอวบหนาขึ้น ทำให้สามารถลดจำนวนกราฟต์ที่ต้องใช้ปลูกผมลงได้ ช่วยประหยัดทรัพยากรเส้นผมที่มีอยู่อย่างจำกัด และสามารถวางแผนร่วมกับคนไข้สำหรับการปลูกผมในครั้งถัดไป ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่ทุกเคสที่จะประสบความสำเร็จทั้งหมด มาดูกันว่า เทคนิค ALMI Nano Fat ดียังไง?
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้มาเลี้ยงที่หนังศีรษะมากขึ้น
- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเส้นผมที่เกิดใหม่ให้คงอยู่ได้นาน และสมบูรณ์แบบ
- ช่วยให้ผมเส้นเล็กบางมีขนาดใหญ่อวบอ้วนขึ้น
- ชะลอการหลุดร่วง ยืดอายุผมให้อยู่ได้นานขึ้น
- ปลอดภัย เพราะใช้เซลล์ของตัวเอง 100%
- เป็น Single Treatment ทำการรักษาแบบครั้งเดียว ไม่ต้องทำบ่อย


ความหนาแน่นในการปลูกผมมีหลายระดับ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถปลูกผมให้แน่น ถี่ ละเอียดได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนเส้นผมเดิมของแต่ละคน ระดับความรุนแรงของปัญหาศีรษะล้าน รวมไปถึงตำแหน่งที่ต้องการปลูกผม การรักษาผมบาง ศีรษะล้านจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์และคนไข้ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล และได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ พร้อมสร้างความพึงพอใจสูงสุด
