สาระสำคัญในบทความ
ก่อนเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกผม หลายคนอาจสงสัยว่า“ปลูกผมแล้วต้องกินยาหรือไม่ ต้องกินตลอดชีวิตไหม?” เพราะคิดว่าทำแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาผมบาง ศีรษะล้านได้ทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้ว การปลูกผมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาปัญหาผมร่วงได้ในระยะยาว ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย จึงเกิดเป็นคำถามว่าทำแล้วต้องกินยาต่อไปอีกหรือไม่ เพื่อคลายความสงสัยเกี่ยวกับคำถามนี้ มาทำความเข้าใจในบทความนี้กัน
ฮอร์โมน DHT กับปัญหาผมร่วง
ตัวการสำคัญของปัญหาผมร่วงในผู้ชายคือ ฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) โดย DHT จะเข้าไปจับกับ Androgen Receptor ที่รากผม ทำให้วงจรการสร้างเส้นผมเกิดการเปลี่ยนแปลง มีระยะการเจริญสั้นลง และมีระยะพักที่นานขึ้น เมื่อระยะพักค่อยๆ นานขึ้น ทำให้รูขุมขนหดตัว เส้นผมจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนถึงช่วงเวลาหนึ่ง รากผมจะไม่สร้างผมและฝ่อไป ทำให้เส้นผมหลุดร่วงและบางลง จนศีรษะล้านในที่สุด

ทำแล้วต้องกินยาตลอดชีวิตไหม ใครบ้างที่จำเป็นต้องทานยา?
จุดประสงค์ของการทานยาไม่ใช่การเพื่อรักษา เพียงแต่ช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมบริเวณกลางศีรษะที่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน DHT แต่ไม่มีผลกับเส้นผมที่ทำการปลูกย้าย เมื่อไหร่ที่หยุดทานยา ผมก็จะกลับมาร่วงเหมือนเดิม แล้วหลังทำแล้วต้องกินยาตลอดชีวิตไหม? ขึ้นอยู่กับว่าทำด้วยสาเหตุใด ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลไป เพราะแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน โดยดูจากสภาพผมและหนังศีรษะ สุขภาพร่างกาย ประวัติกรรมพันธุ์ในครอบครัว ปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่น ๆ บางคนก็ควรทานยา บางคนไม่จำเป็นต้องทานยา โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
1. ปลูกผมเพื่อแก้ปัญหาผมบาง ศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์
ก่อนที่จะถามว่าทำแล้วต้องกินยาต่อหรือไม่ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เส้นผมที่ย้ายมาจากบริเวณท้ายทอย ซึ่งเป็นผมที่ไม่ถูกฮอร์โมน DHT กระตุ้นให้ร่วง เมื่อนำมาปลูกบริเวณกลางศีรษะ ต่อให้ไม่ทานยา ผมที่ปลูกก็จะขึ้นและอยู่กับเราไปตลอด
· กรณีคนไข้ที่ปลูกผมเพื่อเติมแค่บางส่วนบริเวณกลางศีรษะ และมีแนวโน้มที่จะเจอกับปัญหาผมบางลงเรื่อยๆ จนเหลือแต่ผมที่ปลูก ในอนาคตอาจจะต้องทำใหม่เพื่อเติมตรงช่องว่าง แบบนี้จำเป็นต้องทานยา 
· กรณีที่ศีรษะล้านมากจนไม่เหลือเส้นผมกลางศีรษะเลย ทำการรักษาโดยการปลูกผม แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องทานยา เพราะเป็นการนำผมด้านหลังมาปลูกแทนบริเวณที่ไม่มีผมทั้งหมด

2. ปลูกผมเพื่อแก้ปัญหาผมร่วง ผมบางที่กระทบต่อรูปลักษณ์
ไม่เพียงแก้ปัญหาผมบางจากกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องความสวยงาม แก้ไขปัญหาผมบางที่ส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์และความมั่นใจ เช่น ปรับกรอบหน้า ทับรอยแผลเป็นบนหนังศีรษะ ในกรณีที่ไม่มีปัญหาผมบางจากกรรมพันธุ์ ไม่จำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องในระยะยาว จึงมักเกิดเป็นคำถามว่า ทำแล้วต้องกินยาไปตลอดชีวิตหรือไม่
หลังปลูกผมต้องกินยาอะไรบ้าง

การปลูกผมช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง แต่ไม่ได้เป็นการรักษาผมบางกรรมพันธุ์ให้หายขาดได้ เพราะไม่สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน DHT ได้ ส่วนการใช้ยารักษาผมร่วงเป็นวิธีที่ช่วยลดฮอร์โมน DHT ช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมเท่านั้น ยาที่นิยมใช้รับประทาน คือ
1. ยา Finasteride
เป็นยารักษาผมร่วงที่ใช้ได้ในเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ตัวยามีส่วนช่วยในการยับยั้งฮอร์โมน DHT ลดการหลุดร่วงของเส้นผม และช่วยให้เส้นผมที่งอกใหม่มีความแข็งแรง
2. ยา Minoxidil
ตัวยาทำหน้าที่เข้าไปขยายหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดใต้หนังศีรษะ ลดการหลุดร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผม สามารถใช้ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
นอกจากกินยาแล้ว มีเทคนิคใดบ้างที่ช่วยชะลอการขาดหลุดร่วงของเส้นผมได้ ?
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้ต้นทุนของเราเอง และต้นทุนนี้มีจำกัดในช่วงชีวิตหนึ่ง ถ้าปล่อยให้ปัญหาผมร่วงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจไม่สามารถทำได้ นอกจากกินยารักษาผมร่วงแล้ว ทาง The Skin Clinic ยังมีวิธีที่ช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมในแบบอื่นๆ ที่สามารถทำร่วมกันได้ ดังนี้
- การฉีดGrowth Factor กระตุ้นหนังศีรษะ เป็นวิธีที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย
- FRM Anti Hair Loss การกระตุ้นรากผมด้วยคลื่น RF เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความหนาของผมและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมใหม่
- ALMI Nano Fat ทรีตเมนต์เพิ่มผมหนาด้วยไขมันตัวเอง เป็นการกระตุ้นรากผมให้ผลิตจำนวนเส้นผมเพิ่มมากขึ้น
- Rigenera Micrograft Hair การสร้างผมใหม่ด้วยรากผมของตัวเอง เป็นการนำเอารากผมที่แข็งแรงมาสกัดเอาสเต็มเซลล์ แล้วฉีดกลับไปยังบริเวณที่มีปัญหา ช่วยให้ผมแข็งแรงหนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
การกินยาหลังทำนั้นไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด จะต้องกินยาต่อเนื่องนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในแต่ละบุคคล การรักษาปัญหาผมบาง ศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมให้นานที่สุด หากหยุดการรักษาผมก็จะค่อยๆ ร่วงและบางลงจากอิทธิพลของกรรมพันธุ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจและพูดคุยวางแผนระยะยาวอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดี



