Regenerative Medicine

Regenerative Medicine ทรีตเมนท์กระตุ้นรากผม ถ้าต้องเลือกเทคนิคไหนดีที่สุด?


1 minute read

Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

สาระสำคัญในบทความ

Regenerative Medicine ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือไม่สามารถปลูกผมได้ในบางกรณี ไม่ว่าจะเป็น PRP, ERP, NANO FAT, SVF หรือ MICROGRAFTING แต่ละเทคนิคมีจุดเด่น และเหมาะกับสภาวะเส้นผมที่แตกต่างกัน ในบทความนี้หมอท๊อป แพทย์อเมริกันบอร์ดด้านศัลยกรรมการปลูกย้ายเซลล์รากผม ได้รวบรวมสรุปทุกเทคนิคการใช้ “เซลล์บำบัดของตัวเอง” ที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพว่าเทคนิคใดเหมาะกับปัญหาของคุณมากที่สุด

Regenerative Medicine ในการฟื้นฟูเส้นผม คืออะไร?

คือการรักษาที่ใช้ “เซลล์ของตัวเอง” หรือ Autologous Cell ในการฟื้นฟูรากผม และสภาพหนังศีรษะอย่างเป็นธรรมชาติ โดยอาศัยสารสำคัญที่สกัดจากร่างกายของเราเอง เช่น

  • Growth Factor จากเกล็ดเลือด
  • Exosome ที่สกัดจากเกล็ดเลือด
  • Tissue Therapy / Micrografting จากเนื้อเยื่อบริเวณผมท้ายทอยที่แข็งแรง
  • Stem Cell จากรากผม จัดเก็บเซลล์รากผมไว้สำหรับใช้ในอนาคต (Stem Cell Banking)
  • การโคลนนิ่งรากผม

ทั้งนี้ หมอท๊อปได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานประชุมประจำปีของสมาคมปลูกผม FUE EUROPE 2025 ครั้งที่ 13 ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในหัวข้อ Regenerative Medicine for Hair Restoration ซึ่งเป็นเทรนด์การรักษาผมร่วง ผมบางยุคใหม่ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเน้นการฟื้นฟูเซลล์ ลดการอักเสบ และกระตุ้นการงอกของผมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

5 เทคนิค Regenerative Medicine แบบไหนเห็นผลชัดสุด?

  1. PRP (PLATELET RICH PLASMA)

เป็นการนำเกล็ดเลือดของคนไข้มาปั่นแยก เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง อุดมไปด้วย Growth Factor หลายชนิด แล้วนำไปฉีดบริเวณหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นการทำงานของรากผม 

ข้อดีของ PRP  

  • ทำไม่ยาก แค่ปั่นและแยกชั้นพลาสมาออกมาก็ใช้ได้ทันที
  • ชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม
  • กระตุ้นการทำงานของเซลล์รากผม เพื่อให้เกิดการงอกใหม่

ข้อควรพิจารณา

  • ต้องทำต่อเนื่อง 3 – 10 ครั้ง ถึงจะเริ่มเห็นผล
  • หลังจากนั้นต้องทำทุก 2 – 6 สัปดาห์ เพื่อ Maintenance
  • ไม่ใช่ทุกเคสที่ตอบสนองต่อการรักษา และไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกเคส

  1. ERP (EXOSOME RICH PLASMA)

ใช้วิธีในการปั่นแยกเกล็ดเลือดเหมือนกับ PRP แต่ต่างกันตรงที่นำเกล็ดเลือดที่ได้มาสกัดเป็น EXOSOME ซึ่ง EXOSOME ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และสารพันธุกรรมที่มีคุณสมบัติในการทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ เพื่อกระตุ้นให้เซลล์อื่นๆ กลับมาทำงาน ช่วยลดการอักเสบ ชะลอผมร่วง และกระตุ้นการงอกของเส้นผม

ข้อดีของ ERP

  • ประสิทธิภาพมากกว่า PRP และมักให้ผลชัดกว่า
  • เว้นช่วงการรักษาได้นานกว่า ทำทุก 3 – 6 เดือน
  • เหมาะกับเคสที่ต้องการผลลัพธ์แรงขึ้น และไม่อยากทำบ่อย

  1. ALMI NANO FAT

เทคนิคที่สกัดไขมันจากคนไข้เอง แล้วนำไปผ่านกระบวนการทำให้เป็นอนุภาคนาโน อุดมไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิดที่ช่วยฟื้นฟู และโปรตีนที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการทำงานของรากผม ชะลอการหลุดร่วง และฟื้นฟูสุขภาพของรูขุมขนให้แข็งแรงขึ้น

ข้อดีของ NANO FAT

  • ฟื้นฟูได้ลึกกว่า PRP และ EXOSOME
  • เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ไม่ต้องทำซ้ำบ่อย
  • เว้นช่วงการรักษาได้นานกว่า ทำซ้ำเพียงปีละครั้ง
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว และยังมีผมเส้นเล็กอยู่

  1. SVF (STROMA VASCULAR FRACTION) 

เป็นการใช้ไขมันของคนไข้เหมือนกับเทคนิค ALMI NANO FAT แต่จะถูกแยกออกมาเป็นส่วนที่มีความเข้มข้นของโมเลกุลสูงกว่า ประสิทธิภาพโดยภาพรวมใกล้เคียงกัน ทำครั้งเดียวอยู่ได้นาน 1 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับ NANO FAT

ข้อดีของ SVF

  • เพิ่มให้เลือดมาเลี้ยงที่หนังศีรษะมากขึ้น ทำให้รากผมแข็งแรง 
  • ลดผมขาดหลุดร่วง 
  • ยับยั้งฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone)

  1. MICROGRAFTING

เป็นเทคนิคที่ใช้หลักการของเซลล์บำบัด เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยนำเนื้อเยื่อที่มีเซลล์ต้นกำเนิดจากบริเวณท้ายทอยของคนไข้ ไปผ่านกระบวนการสกัด และฉีดกลับเข้าสู่หนังศีรษะบริเวณที่ต้องการรักษา

ข้อดีของ MICROGRAFTING

  • ฟื้นฟูเซลล์รากผมที่เสื่อมสภาพให้แข็งแรงขึ้น
  • กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม
  • ชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม

PRP vs ERP สกัดจากเกล็ดเลือดเหมือนกัน แต่เทคนิคไหนดีกว่ากัน?

ทั้งสองเทคนิคเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนผมบาง ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม และฟื้นฟูให้เส้นผมแข็งแรง แตกต่างกันที่

  • ระดับความเข้มข้นของ Growth Factor: ซึ่ง ERP เข้มข้นมากกว่า PRP ถึง 10 เท่า
  • ระยะเวลาในการทำ: PRP ทำทุก 2 – 4 สัปดาห์ ( 4 – 6 ครั้ง) ส่วน ERP ทำ 6 เดือน/ครั้ง (ปีละ 2 ครั้ง)
  • ผลลัพธ์หลังทำ: ทำ PRP 10 ครั้งขึ้นไป เห็นผลเต็มที่ 10 – 20% ส่วน ERP ทำ 2 ครั้ง แต่เห็นผลมากกว่า PRP 

NANO FAT vs SVF สกัดจากไขมันเหมือนกัน แต่เทคนิคไหนดีกว่ากัน?

แม้บางงานวิจัยจะเคลมว่า SVF ให้ผลการรักษาที่เหนือกว่า แต่จากประสบการณ์ของหมอท๊อป พบว่า ผลลัพธ์ของการทำ SVF และ NANO FAT ไม่ได้แตกต่างกันมากนักในคนไข้ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ SVF มักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพราะกระบวนการสกัดต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไข้บางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย NANO FAT ก็สามารถพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เทคนิค SVF เพื่อเพิ่มโอกาสของผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้

Regenerative Medicine เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูสภาพหนังศีรษะ และรากผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยอาศัย “เซลล์ของตัวเอง” ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ปัญหาเส้นผมที่ต่างกัน หากคุณเริ่มมีผมร่วง ผมบาง อย่าปล่อยไว้นาน สามารถเข้ามาปรึกษาหมอท๊อปได้ที่ THE SKIN CLINIC เพื่อประเมินปัญหา และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ให้เห็นผลชัดเจนและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ

ปรึกษาฟรีได้แล้ววันนี้! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
The Skin Clinic ทุกสาขา


 

« Back to Blog