แบบไหนไม่ควรปลูกผม ? 5 เคสที่แพทย์อาจไม่แนะนำให้ทำ

แบบไหนไม่ควรปลูกผม ? 5 เคสที่แพทย์อาจไม่แนะนำให้ทำ


1 minute read

Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

สาระสำคัญในบทความ

หลายคนที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้าน มักมองว่า “การปลูกผม” คือทางออกที่ช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกเคสที่จะสามารถปลูกผมได้ เพราะหากร่างกายและสภาพหนังศีรษะยังไม่พร้อม นอกจากกราฟต์ผมอาจไม่ติดหรือผมที่ปลูกไม่ขึ้นแล้ว อาจเกิดปัญหาตามมาได้ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 เคสที่ไม่ควรปลูกผม เพื่อให้คุณมีความเข้าใจแนวทางการฟื้นฟูเส้นผมได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

ที่มีภาวะผมร่วงเป็นหย่อมจากโรค Alopecia Areata (AA)

ภาวะที่เส้นผมหลุดร่วงเป็นวงหรือกระจายทั่วบริเวณหนังศีรษะ เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลายรากผมของตัวเอง ส่งผลให้รากผมอ่อนแอและไม่สามารถสร้างเส้นผมได้ตามปกติ เคสแบบนี้ การปลูกผมอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม แม้จะย้ายรากผมที่แข็งแรงไปปลูกในบริเวณที่ผมร่วง แต่หากสภาพหนังศีรษะและโรคยังไม่สงบ ก็เสี่ยงต่อการร่วงซ้ำ และยังเป็นการสูญเสียกราฟต์ผมโดยเปล่าประโยชน์ เปรียบเสมือนการนำต้นไม้ที่สมบูรณ์ไปปลูกในบริเวณที่ดินไม่ดี ก็อาจไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ 

ด้วยเหตุนี้ หมอท๊อปจึงไม่แนะนำให้รีบปลูกผมหากโรคยังไม่สงบ อย่างไรก็ตามเคสแบบนี้ยังไม่หมดหวัง ยกตัวอย่างเคสคนไข้เพศชาย อายุ 37 ปี ของหมอท๊อปที่ได้รับการประเมินว่าเป็นภาวะ Alopecia Areata ที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก และยังไม่อยู่ในระยะสงบของโรค หมอท๊อปจึงแนะนำให้คนไข้เข้ารับการบำรุงหนังศีรษะด้วย ALMI NANO FAT เป็นการฉีดเซลล์ไขมันที่ได้จากตัวคนไข้เองไปยังบริเวณหนังศีรษะ เพื่อช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการฟื้นฟูรากผมให้แข็งแรง และส่งเสริมการเกิดเส้นผมใหม่ในบริเวณที่ผมแหว่งหรือผมร่วงเป็นหย่อมได้

ผู้ที่มีภาวะ Frontal Fibrosing Alopecia (FFA) 

ภาวะผมร่วงจากการอักเสบเรื้อรังของหนังศีรษะ ส่งผลให้รากผมถูกทำลายถาวร ทำให้ไม่สามารถงอกเส้นผมขึ้นมาใหม่ได้ ลักษณะเด่นคือ แนวไรผมด้านหน้าค่อยๆ ถอยร่นไปเรื่อยๆ หากโรคยังอยู่ในระยะ Active แนวผมอาจยังถอยร่นต่อเนื่องได้ เคสแบบนี้หมอท๊อปไม่แนะนำให้รีบปลูกผมจนกว่าจะสามารถควบคุมโรคให้สงบได้เสียก่อน

ผู้ที่มีพฤติกรรมดึงผมตัวเอง (Trichotillomania: TTM)

ภาวะดึงผมตัวเอง เป็นความผิดปกติที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมดึงเส้นผมซ้ำๆ จนทำให้รากผมเสียหาย การปลูกผมไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมในทันที หากคนไข้ยังมีพฤติกรรมดึงผมตัวเองอยู่ แม้ปลูกไปแล้วก็อาจมีโอกาสที่เส้นผมจะถูกดึงซ้ำจนเกิดความเสียหายอีกครั้งได้ เคสแบบนี้หมอท๊อปจึงให้ความสำคัญกับการแก้ที่ต้นเหตุก่อนการปลูกผม 

ยกตัวอย่างเคสคนไข้เพศหญิงของหมอท๊อป ที่ได้รับการประเมินแล้วว่ารากผมยังไม่ตาย หมอท๊อปได้ทำการฟื้นฟูหนังศีรษะด้วยเทคนิค ALMI NANO FAT ส่งผลให้บริเวณที่เคยโดนดึงผมจนเห็นหนังศีรษะ เริ่มมีผมงอกขึ้นใหม่ เส้นผมโดยรอบที่เคยบางก็ดูหนาและแข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะหากรากผมถูกทำลายถาวร การฟื้นฟูเส้นผมในอนาคตจะทำได้ยากมากขึ้น

ผู้ที่ต้องการปรับแนวไรผมต่ำเกินความเหมาะสม (Lower Hairline)

การออกแบบแนวไรผม ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการปลูก เพราะนอกจากจะส่งผลต่อความเป็นธรรมชาติแล้ว ยังมีผลต่อความสมดุลของใบหน้าอีกด้วย บางคนต้องการให้แนวผมต่ำ เพื่อให้หน้าผากแคบลง แต่การปรับแนวผมให้ต่ำเกินไปนอกจากทำให้ใบหน้าดูไม่สมดุลแล้ว ยังเป็นการใช้กราฟต์มากเกินจำเป็น จนอาจกระทบต่อบริเวณ Donor Area (บริเวณด้านหลังศีรษะ) โดยเฉพาะในกรณีที่มีแนวโน้มผมบางเพิ่มขึ้นตามอายุ ด้วยเหตุนี้ หมอท๊อปจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบแนวผมให้เหมาะสมกับโครงหน้าและทรัพยากรเส้นผมของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ มากกว่าการปรับแนวไรผมให้ต่ำตามความต้องการเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์แบบ 100% (Guarantee 100%)

สำหรับหมอท๊อปไม่รับเคสที่ต้องการ “การันตีผลลัพธ์ 100%” เนื่องจากในทางการแพทย์ไม่สามารถรับรองผลลัพธ์ได้ 100% หรือตลอดชีวิต เพราะผลลัพธ์หลังปลูกผมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม การดูแลตัวเองหลังปลูก แนวโน้มการลุกลามของผมบางในอนาคต รวมถึงการตอบสนองของแต่ละบุคค หลักการปลูกผมของหมอท๊อปคือ ใช้กราฟต์ให้น้อยที่สุด แต่ให้ผลลัพธ์อยู่กับคนไข้ได้ดีที่สุด เนื่องจากทรัพยากรเส้นผมมีอยู่อย่างจำกัด และกราฟต์ผมที่นำออกมาแล้ว จะไม่สามารถงอกกลับขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิมได้อีก

การปลูกผมไม่ใช่คำตอบที่จบทุกปัญหาเส้นผม และแม้จะปลูกผมแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องดูแลเส้นผมอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมเดิม และคงผลลัพธ์หลังปลูกผมให้อยู่ได้นาน หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาผมร่วงผมบาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี การฟื้นฟูหรือรักษาที่ต้นเหตุ อาจเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่าการรีบปลูก

ปรึกษาฟรีได้แล้ววันนี้! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
The Skin Clinic ทุกสาขา


 

« Back to Blog