เปรียบเทียบเทคนิคการปลูกผม ยอดนิยม FUE vs DHI vs Long Hair FUE

เปรียบเทียบเทคนิคการปลูกผม ยอดนิยม FUE vs DHI vs Long Hair FUE


1 minute read

Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

สาระสำคัญในบทความ

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่หลายคนสนใจ นั่นก็ คือ การปลูกผมค่ะ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคการปลูกผมให้เลือกมากมาย ซึ่งแต่ละเทคนิคก็มีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมที่แตกต่างกันไป 

เรามาทำความรู้จักกับเทคนิคการปลูกผมทั้งหมด ได้แก่ 
ปลูกผมเทคนิค FUT, FUE, DHI และ Long Hair 

แต่เทคนิคการปลูกผม ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในปัจจุบัน ก็คือ Long Hair FUE 

เนื่องจากเป็นเทคนิคการปลูกผมใหม่ล่าสุด ที่ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่าแต่ละเทคนิคมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง ?

เจาะลึก เทคนิคปลูกผมยอดฮิต FUT, FUE, DHI และ Long Hair ว่าแต่ละเทคนิคเหมาะกับใคร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และเทคนิคไหนจะตอบโจทย์ปัญหาของคุณ?

1. FUT (Follicular Unit Transplantation) : 

เป็นเทคนิคเก่าดั้งเดิม ที่ใช้การผ่าตัดนำหนังศีรษะที่มีรากผมแข็งแรงจากด้านหลังศีรษะมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ 

ข้อดี คือ ได้กราฟผมจำนวนมากในครั้งเดียว 

ข้อเสีย คือ เป็นเทคนิคที่ต้องผ่าตัด และมีรอยแผลเป็น

2. FUE (Follicular Unit Extraction) : 

เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กเจาะนำรากผมออกมาทีละกอแล้วนำไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ 

ข้อดี คือ แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นที่เห็นชัด

ข้อเสีย คือ ต้องโกนผมด้านหลัง เพื่อนำกราฟต์ผมจากด้านหลังมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ


3. DHI (Direct Hair Implantation) : 

เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจาก FUE โดยใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า Implanter Pen หรือปากกานำปลูกในการศัลยกรรมปลูกผม ทีละเส้น ทำให้ควบคุมทิศทางและความหนาแน่นของเส้นผมได้ดี และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ในปัจจุบันอาจจะมี Implanter หลากหลายยี่ห้อมากมาย แต่เทคนิคออริจินัลจะเริ่มต้นมาจาก DHI Global ที่จะมีทั้งแบบแผนการรักษาที่เหมือนกันทั่วโลกจาก DHI โดยต้นฉบับอย่างแท้จริง 

เทคนิคนี้มีข้อเสีย คือ ต้องโกนผมด้านหลังคล้ายๆ กับเทคนิค FUE



4. Long Hair FUE : 

เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคนิค FUE เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน

ข้อดี คือ ไม่ต้องตัดผมสั้น ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดบริเวณที่ปลูกผม หรือผู้ที่มีผมยาวอยู่แล้ว มีเวลาพักฟื้นน้อย หลังปลูกผมด้วยเทคนิค Long hair FUE จะเห็นแนวผมยาว เห็นความหนาแน่นของเส้นผมทันที 

ข้อเสีย คือ ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากแพทย์มีไม่มีความชำนาญมากพอ ใส่กราฟต์เข้าไปไม่ทันเวลาอาจจะทำให้กราฟต์หลุด กราฟต์ไม่ติด และได้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้


5. Body Hair Transplant (BHT) : 

หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า นอกเหนือจากการนำกราฟต์ผมจากบริเวณด้านหลังมาใช้ในการปลูกผมแล้วนั้น มีเทคนิคที่เราสามารถนำรากขนจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หน้าอก หลัง หรือขา มาปลูกบริเวณศีรษะได้อีกด้วย เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรากผมไม่เพียงพอในการศัลยกรรมปลูกผม แต่อาจจะไม่ได้เหมาะสมสำหรับทุกคน เพราะ เส้นขนบนร่างกายมักจะหนากว่าเส้นผมบนศีรษะ และหยิกงอมากกว่า อาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะ ไม่เป็นธรรมชาติ เส้นผมที่ปลูกอาจจะ หนา สั้น หยิกงอ และร่วงเร็ว 

ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะทำการรักษา เพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล

โดยสรุปว่า ทุกเทคนิคมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน “ไม่มีเทคนิคที่ดีที่สุดเพียงเทคนิคเดียวและไม่มีเทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้” 

จะมีแต่เพียงเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมในคนไข้แต่ละบุคคลเพราะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย เช่น อายุ สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ทาน ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณควรพบเจอปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะทำการเลือกคลินิกปลูกผม เพื่อที่คนไข้จะได้พูดคุยกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตอบโจทย์กับความต้องการของคนไข้ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หากใครที่กังวลเกี่ยวกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี!!



ปรึกษาฟรีได้แล้ววันนี้! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
The Skin Clinic ทุกสาขา


« Back to Blog