ปลูกผมบนแผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือผ่าตัด ต้องประเมินอะไรบ้าง

ปลูกผมบนแผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือผ่าตัด ต้องประเมินอะไรบ้าง


1 minute read

Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

สาระสำคัญในบทความ

แผลเป็นบนหนังศีรษะจาก อุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือการเย็บแผล อาจทำให้ผมไม่ขึ้นในบริเวณนั้น ส่งผลต่อความมั่นใจของหลายคน หลายคนจึงเริ่มค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การปลูกผมบนแผลเป็น (Scar Hair Transplant)

อย่างไรก็ตาม การปลูกผมบนแผลเป็น มีความซับซ้อนกว่าการปลูกผมบนผิวปกติ เพราะเนื้อเยื่อแผลเป็นมีลักษณะเฉพาะ เช่น การไหลเวียนเลือดที่ลดลง ความยืดหยุ่นของผิวที่เปลี่ยนไป และความหนาแน่นของเส้นเลือดที่แตกต่างจากหนังศีรษะปกติ

วันนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า

  • แผลเป็นแบบไหนสามารถปลูกผมได้
  • แผลเป็นแบบไหนปลูกยาก
  • แพทย์ต้องประเมินอะไรเป็นพิเศษก่อนปลูก
  • เทคนิคที่ใช้ในการปลูกผมบน scar tissue

โอกาสรอดของ graft

เพื่อให้ผู้ที่กำลังหาข้อมูลเข้าใจภาพรวมก่อนตัดสินใจรักษา

ปลูกผมบนแผลเป็นคืออะไร

การปลูกผมบนแผลเป็น คือการย้ายรากผมจากบริเวณ donor area (ส่วนใหญ่คือด้านหลังศีรษะ) ไปปลูกในบริเวณที่มีแผลเป็น เพื่อให้เส้นผมสามารถขึ้นปกคลุมแผลและช่วยให้บริเวณนั้นดูเป็นธรรมชาติ

กระบวนการปลูกผมโดยทั่วไปจะใช้เทคนิค เช่น

FUE (Follicular Unit Extraction)

เป็นการย้ายรากผมทีละ graft โดยใช้เครื่องมือขนาดเล็ก

ข้อดีคือ

  • แผลเล็ก
  • ฟื้นตัวเร็ว
  • เหมาะกับพื้นที่เล็ก เช่น แผลเป็นเฉพาะจุด

FUT (Follicular Unit Transplantation)

เป็นการตัดแถบหนังศีรษะแล้วแยกรากผมออกมา

เทคนิคนี้มักใช้เมื่อ

  • ต้องการ graft จำนวนมาก
  • แผลเป็นมีขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ แผลเป็นบนหนังศีรษะ แพทย์มักนิยมใช้ FUE เพราะสามารถควบคุมความหนาแน่นและตำแหน่งได้ละเอียดกว่า

แผลเป็นแบบไหนสามารถปลูกผมได้

ไม่ใช่แผลเป็นทุกชนิดจะเหมาะสำหรับการปลูกผม ก่อนทำการรักษา แพทย์ต้องประเมินลักษณะของ scar ก่อน

แผลเป็นที่ปลูกผมได้มักมีลักษณะดังนี้

  • แผลเป็นที่หายสนิทแล้ว
  • ไม่มีการอักเสบ
  • ไม่มีพังผืดแข็งมากเกินไป
  • มีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอ

ตัวอย่างแผลเป็นที่สามารถปลูกผมได้

แผลเป็นจากอุบัติเหตุ

เช่น

  • แผลเย็บ
  • แผลแตก
  • แผลถูกของมีคม

แผลเป็นจากการผ่าตัด

เช่น

  • แผลผ่าตัดสมอง
  • แผลผ่าตัดกะโหลก
  • แผลผ่าตัดหนังศีรษะ

แผลเป็นจากการปลูกผมแบบ FUT

ในบางกรณี คนไข้ที่เคยทำ FUT อาจมีแผลเส้นยาวด้านหลังศีรษะ และต้องการปลูกผมทับเพื่อให้แผลดูจางลง

แผลเป็นแบบไหนปลูกผมยาก

แม้ว่าหลายแผลสามารถปลูกผมได้ แต่บางกรณีอาจมีความเสี่ยงสูงหรือได้ผลลัพธ์จำกัด

ตัวอย่างเช่น

แผลเป็นหนา (Hypertrophic scar)

แผลลักษณะนี้จะมีเนื้อพังผืดหนา ทำให้

  • การไหลเวียนเลือดต่ำ
  • graft มีโอกาสรอดน้อย

แผลเป็นคีลอยด์

คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่โตเกินขอบแผลเดิม

ในบางกรณีอาจไม่เหมาะกับการปลูกผม

แผลเป็นที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อย

Scar tissue มีเส้นเลือดน้อยกว่าผิวปกติ ทำให้

  • graft อาจไม่รอด
  • ความหนาแน่นปลูกได้จำกัด

ทำไมการปลูกผมบนแผลเป็นจึงยากกว่าปกติ

สาเหตุหลักที่ทำให้การปลูกผมบนแผลเป็นยากกว่าปกติคือ โครงสร้างของผิวหนังที่เปลี่ยนไป

โครงสร้างของผิวแผลเป็น (Scar Tissue) แตกต่างจากผิวปกติอย่างไร

ผิวหนังปกติของหนังศีรษะประกอบด้วยหลายชั้น เช่น

  • Epidermis (หนังกำพร้า)
  • Dermis (หนังแท้)
  • Subcutaneous tissue (ชั้นไขมัน)

ภายในชั้นผิวเหล่านี้จะมี

  • เส้นเลือด
  • ต่อมไขมัน
  • เส้นประสาท
  • รูขุมขน

แต่เมื่อเกิดแผลลึก ร่างกายจะซ่อมแซมโดยการสร้าง scar tissue ซึ่งมีลักษณะต่างจากผิวปกติ เช่น

  • มีพังผืด (fibrous tissue) มาก
  • มีเส้นเลือดน้อยกว่า
  • ไม่มีรูขุมขนเดิม
  • ความยืดหยุ่นลดลง

สิ่งเหล่านี้ทำให้การปลูกผมบนแผลเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้รากผมสามารถรับเลือดและเติบโตได้

แพทย์ต้องประเมินอะไรบ้างก่อนปลูกผมบนแผลเป็น

ก่อนทำการปลูกผมบนแผลเป็น แพทย์ต้องประเมินหลายปัจจัยเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

การตรวจหนังศีรษะด้วย Dermatoscope

แพทย์อาจใช้เครื่องมือขยายกำลังสูง เช่น dermatoscope เพื่อตรวจดู

  • โครงสร้างผิว
  • ความหนาของแผลเป็น
  • เส้นเลือดใต้ผิว

การตรวจนี้ช่วยประเมินได้ว่า

บริเวณแผลมี vascularity เพียงพอสำหรับ graft หรือไม่

1. การทดสอบเลือดมาเลี้ยง (Scar Vascularity Test) ในบางกรณีแพทย์อาจใช้วิธี

•    การกดผิว

•    การสังเกตการไหลกลับของเลือด

•    หรือการใช้ ultrasound

เพื่อดูว่าบริเวณแผลมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่ เพราะถ้าเลือดมาเลี้ยงน้อยเกินไป graft ที่ปลูกลงไปอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้

2. ความยืดหยุ่นของผิว ผิวที่แข็งเกินไปอาจทำให้

•    เจาะช่องปลูกยาก

•    graft ถูกกด

3. อายุของแผล โดยทั่วไปแผลควรมีอายุ 6–12 เดือนขึ้นไป เพื่อให้แผลนิ่งก่อนทำการปลูก

4. ขนาดของแผล แผลใหญ่ต้องใช้ graft จำนวนมาก และอาจต้องปลูกหลายครั้ง

เทคนิคการปลูกผมบนแผลเป็น

แพทย์จะต้องปรับเทคนิคการปลูกให้เหมาะกับ scar tissue เทคนิคที่ใช้ เช่น

การปลูกแบบความหนาแน่นต่ำ

เนื่องจากเลือดมาเลี้ยงจำกัด จึงต้องปลูกแบบ 20–30 graft / cm² ซึ่งต่ำกว่าผิวปกติ

การปลูกหลายครั้ง

บางครั้งแพทย์อาจปลูกเป็น 2 session เพื่อให้ graft มีโอกาสรอดมากขึ้น

การใช้ PRP

การฉีด PRP อาจช่วย

  • เพิ่มเลือดมาเลี้ยง
  • เพิ่มอัตราการรอด

การเตรียมผิวแผลเป็นก่อนปลูกผม

ในบางกรณี แพทย์อาจต้องเตรียมผิวก่อนปลูกผม เพื่อเพิ่มโอกาสรอดของ graft

วิธีที่ใช้บ่อย เช่น

Microneedling

การใช้เข็มขนาดเล็กกระตุ้นผิวเพื่อ

  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

PRP (Platelet Rich Plasma)

PRP คือการใช้เกล็ดเลือดของคนไข้เองมาฉีดเข้าสู่บริเวณแผล

ประโยชน์คือ

  • กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • เพิ่ม vascular supply

การปลูกผมแบบ staged procedure

บางกรณีแพทย์อาจปลูกผม 2 รอบ เช่น

Session 1 ปลูกความหนาแน่นต่ำ

Session 2 เพิ่ม graft หลังผิวฟื้นตัว

ต้องใช้กี่ graft สำหรับปลูกผมบนแผลเป็น

จำนวน graft ขึ้นอยู่กับ

  • ขนาดของแผล
  • ความหนาแน่นที่ต้องการ
  • สภาพผิว

โอกาสรอดของ graft บนแผลเป็น

โดยทั่วไป graft บนผิวปกติจะมีอัตรารอดประมาณ 90–95% แต่บน scar tissue อาจลดลงเหลือ 60–80% ขึ้นอยู่กับ

  • เลือดมาเลี้ยง
  • เทคนิคแพทย์
  • การดูแลหลังทำ

การดูแลหลังปลูกผมบนแผลเป็น

หลังการปลูกผม คนไข้ควรดูแลดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการกระแทก
  • งดออกกำลังกายหนัก
  • ใช้แชมพูอ่อนโยน
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด

ผมจะเริ่มขึ้นในช่วง 3–4 เดือน และเห็นผลชัดใน 9–12 เดือน



FAQs

แผล donor ดูแลยังไงไม่ให้บางเป็นหย่อม

การดูแล donor หลังปลูกผมเพื่อไม่ให้บางเป็นหย่อม ควรหลีกเลี่ยงการเกาและเสียดสีใน 7 วันแรก สระผมตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ดึงสะเก็ดออกเอง และหลีกเลี่ยงแรงกระแทกช่วง 2–4 สัปดาห์แรก ความเสี่ยงบางเป็นหย่อมมักเกี่ยวข้องกับการเก็บกราฟต์มากเกินไป (overharvest) มากกว่าการดูแลหลังทำเพียงอย่างเดียว

ปลูกผมกี่เดือนเห็นผล

ปลูกผมส่วนใหญ่เริ่มเห็นผมใหม่ช่วงเดือนที่ 3–4 และชัดขึ้นช่วงเดือนที่ 6 ผลเต็มที่มักประเมินที่ 9–12 เดือน อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ขึ้นกับบุคคล จำนวนกราฟต์ เทคนิค และการดูแลหลังทำ

« Back to Blog