สาระสำคัญในบทความ
แผลเป็นบนหนังศีรษะจาก อุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือการเย็บแผล อาจทำให้ผมไม่ขึ้นในบริเวณนั้น ส่งผลต่อความมั่นใจของหลายคน หลายคนจึงเริ่มค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การปลูกผมบนแผลเป็น (Scar Hair Transplant)
อย่างไรก็ตาม การปลูกผมบนแผลเป็น มีความซับซ้อนกว่าการปลูกผมบนผิวปกติ เพราะเนื้อเยื่อแผลเป็นมีลักษณะเฉพาะ เช่น การไหลเวียนเลือดที่ลดลง ความยืดหยุ่นของผิวที่เปลี่ยนไป และความหนาแน่นของเส้นเลือดที่แตกต่างจากหนังศีรษะปกติ
วันนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า
- แผลเป็นแบบไหนสามารถปลูกผมได้
- แผลเป็นแบบไหนปลูกยาก
- แพทย์ต้องประเมินอะไรเป็นพิเศษก่อนปลูก
- เทคนิคที่ใช้ในการปลูกผมบน scar tissue
โอกาสรอดของ graft
เพื่อให้ผู้ที่กำลังหาข้อมูลเข้าใจภาพรวมก่อนตัดสินใจรักษา
ปลูกผมบนแผลเป็นคืออะไร
การปลูกผมบนแผลเป็น คือการย้ายรากผมจากบริเวณ donor area (ส่วนใหญ่คือด้านหลังศีรษะ) ไปปลูกในบริเวณที่มีแผลเป็น เพื่อให้เส้นผมสามารถขึ้นปกคลุมแผลและช่วยให้บริเวณนั้นดูเป็นธรรมชาติ
กระบวนการปลูกผมโดยทั่วไปจะใช้เทคนิค เช่น
FUE (Follicular Unit Extraction)
เป็นการย้ายรากผมทีละ graft โดยใช้เครื่องมือขนาดเล็ก
ข้อดีคือ
- แผลเล็ก
- ฟื้นตัวเร็ว
- เหมาะกับพื้นที่เล็ก เช่น แผลเป็นเฉพาะจุด
FUT (Follicular Unit Transplantation)
เป็นการตัดแถบหนังศีรษะแล้วแยกรากผมออกมา
เทคนิคนี้มักใช้เมื่อ
- ต้องการ graft จำนวนมาก
- แผลเป็นมีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ แผลเป็นบนหนังศีรษะ แพทย์มักนิยมใช้ FUE เพราะสามารถควบคุมความหนาแน่นและตำแหน่งได้ละเอียดกว่า

แผลเป็นแบบไหนสามารถปลูกผมได้
ไม่ใช่แผลเป็นทุกชนิดจะเหมาะสำหรับการปลูกผม ก่อนทำการรักษา แพทย์ต้องประเมินลักษณะของ scar ก่อน
แผลเป็นที่ปลูกผมได้มักมีลักษณะดังนี้
- แผลเป็นที่หายสนิทแล้ว
- ไม่มีการอักเสบ
- ไม่มีพังผืดแข็งมากเกินไป
- มีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอ
ตัวอย่างแผลเป็นที่สามารถปลูกผมได้
แผลเป็นจากอุบัติเหตุ
เช่น
- แผลเย็บ
- แผลแตก
- แผลถูกของมีคม
แผลเป็นจากการผ่าตัด
เช่น
- แผลผ่าตัดสมอง
- แผลผ่าตัดกะโหลก
- แผลผ่าตัดหนังศีรษะ
แผลเป็นจากการปลูกผมแบบ FUT
ในบางกรณี คนไข้ที่เคยทำ FUT อาจมีแผลเส้นยาวด้านหลังศีรษะ และต้องการปลูกผมทับเพื่อให้แผลดูจางลง
แผลเป็นแบบไหนปลูกผมยาก
แม้ว่าหลายแผลสามารถปลูกผมได้ แต่บางกรณีอาจมีความเสี่ยงสูงหรือได้ผลลัพธ์จำกัด
ตัวอย่างเช่น
แผลเป็นหนา (Hypertrophic scar)
แผลลักษณะนี้จะมีเนื้อพังผืดหนา ทำให้
- การไหลเวียนเลือดต่ำ
- graft มีโอกาสรอดน้อย
แผลเป็นคีลอยด์
คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่โตเกินขอบแผลเดิม
ในบางกรณีอาจไม่เหมาะกับการปลูกผม
แผลเป็นที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อย
Scar tissue มีเส้นเลือดน้อยกว่าผิวปกติ ทำให้
- graft อาจไม่รอด
- ความหนาแน่นปลูกได้จำกัด
ทำไมการปลูกผมบนแผลเป็นจึงยากกว่าปกติ
สาเหตุหลักที่ทำให้การปลูกผมบนแผลเป็นยากกว่าปกติคือ โครงสร้างของผิวหนังที่เปลี่ยนไป
โครงสร้างของผิวแผลเป็น (Scar Tissue) แตกต่างจากผิวปกติอย่างไร
ผิวหนังปกติของหนังศีรษะประกอบด้วยหลายชั้น เช่น
- Epidermis (หนังกำพร้า)
- Dermis (หนังแท้)
- Subcutaneous tissue (ชั้นไขมัน)
ภายในชั้นผิวเหล่านี้จะมี
- เส้นเลือด
- ต่อมไขมัน
- เส้นประสาท
- รูขุมขน
แต่เมื่อเกิดแผลลึก ร่างกายจะซ่อมแซมโดยการสร้าง scar tissue ซึ่งมีลักษณะต่างจากผิวปกติ เช่น
- มีพังผืด (fibrous tissue) มาก
- มีเส้นเลือดน้อยกว่า
- ไม่มีรูขุมขนเดิม
- ความยืดหยุ่นลดลง
สิ่งเหล่านี้ทำให้การปลูกผมบนแผลเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้รากผมสามารถรับเลือดและเติบโตได้

แพทย์ต้องประเมินอะไรบ้างก่อนปลูกผมบนแผลเป็น
ก่อนทำการปลูกผมบนแผลเป็น แพทย์ต้องประเมินหลายปัจจัยเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
การตรวจหนังศีรษะด้วย Dermatoscope
แพทย์อาจใช้เครื่องมือขยายกำลังสูง เช่น dermatoscope เพื่อตรวจดู
- โครงสร้างผิว
- ความหนาของแผลเป็น
- เส้นเลือดใต้ผิว
การตรวจนี้ช่วยประเมินได้ว่า
บริเวณแผลมี vascularity เพียงพอสำหรับ graft หรือไม่
1. การทดสอบเลือดมาเลี้ยง (Scar Vascularity Test) ในบางกรณีแพทย์อาจใช้วิธี
• การกดผิว
• การสังเกตการไหลกลับของเลือด
• หรือการใช้ ultrasound
เพื่อดูว่าบริเวณแผลมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่ เพราะถ้าเลือดมาเลี้ยงน้อยเกินไป graft ที่ปลูกลงไปอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้
2. ความยืดหยุ่นของผิว ผิวที่แข็งเกินไปอาจทำให้
• เจาะช่องปลูกยาก
• graft ถูกกด
3. อายุของแผล โดยทั่วไปแผลควรมีอายุ 6–12 เดือนขึ้นไป เพื่อให้แผลนิ่งก่อนทำการปลูก
4. ขนาดของแผล แผลใหญ่ต้องใช้ graft จำนวนมาก และอาจต้องปลูกหลายครั้ง
เทคนิคการปลูกผมบนแผลเป็น
แพทย์จะต้องปรับเทคนิคการปลูกให้เหมาะกับ scar tissue เทคนิคที่ใช้ เช่น
การปลูกแบบความหนาแน่นต่ำ
เนื่องจากเลือดมาเลี้ยงจำกัด จึงต้องปลูกแบบ 20–30 graft / cm² ซึ่งต่ำกว่าผิวปกติ
การปลูกหลายครั้ง
บางครั้งแพทย์อาจปลูกเป็น 2 session เพื่อให้ graft มีโอกาสรอดมากขึ้น
การใช้ PRP
การฉีด PRP อาจช่วย
- เพิ่มเลือดมาเลี้ยง
- เพิ่มอัตราการรอด

การเตรียมผิวแผลเป็นก่อนปลูกผม
ในบางกรณี แพทย์อาจต้องเตรียมผิวก่อนปลูกผม เพื่อเพิ่มโอกาสรอดของ graft
วิธีที่ใช้บ่อย เช่น
Microneedling
การใช้เข็มขนาดเล็กกระตุ้นผิวเพื่อ
- เพิ่มการไหลเวียนเลือด
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
PRP (Platelet Rich Plasma)
PRP คือการใช้เกล็ดเลือดของคนไข้เองมาฉีดเข้าสู่บริเวณแผล
ประโยชน์คือ
- กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- เพิ่ม vascular supply
การปลูกผมแบบ staged procedure
บางกรณีแพทย์อาจปลูกผม 2 รอบ เช่น
Session 1 ปลูกความหนาแน่นต่ำ
Session 2 เพิ่ม graft หลังผิวฟื้นตัว
ต้องใช้กี่ graft สำหรับปลูกผมบนแผลเป็น
จำนวน graft ขึ้นอยู่กับ
- ขนาดของแผล
- ความหนาแน่นที่ต้องการ
- สภาพผิว
โอกาสรอดของ graft บนแผลเป็น
โดยทั่วไป graft บนผิวปกติจะมีอัตรารอดประมาณ 90–95% แต่บน scar tissue อาจลดลงเหลือ 60–80% ขึ้นอยู่กับ
- เลือดมาเลี้ยง
- เทคนิคแพทย์
- การดูแลหลังทำ
การดูแลหลังปลูกผมบนแผลเป็น
หลังการปลูกผม คนไข้ควรดูแลดังนี้
- หลีกเลี่ยงการกระแทก
- งดออกกำลังกายหนัก
- ใช้แชมพูอ่อนโยน
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
ผมจะเริ่มขึ้นในช่วง 3–4 เดือน และเห็นผลชัดใน 9–12 เดือน
FAQs
แผล donor ดูแลยังไงไม่ให้บางเป็นหย่อม
การดูแล donor หลังปลูกผมเพื่อไม่ให้บางเป็นหย่อม ควรหลีกเลี่ยงการเกาและเสียดสีใน 7 วันแรก สระผมตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ดึงสะเก็ดออกเอง และหลีกเลี่ยงแรงกระแทกช่วง 2–4 สัปดาห์แรก ความเสี่ยงบางเป็นหย่อมมักเกี่ยวข้องกับการเก็บกราฟต์มากเกินไป (overharvest) มากกว่าการดูแลหลังทำเพียงอย่างเดียว
ปลูกผมกี่เดือนเห็นผล
ปลูกผมส่วนใหญ่เริ่มเห็นผมใหม่ช่วงเดือนที่ 3–4 และชัดขึ้นช่วงเดือนที่ 6 ผลเต็มที่มักประเมินที่ 9–12 เดือน อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ขึ้นกับบุคคล จำนวนกราฟต์ เทคนิค และการดูแลหลังทำ
