สาระสำคัญในบทความ
แน่นอนว่าปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนหมดความมั่นใจไปไม่น้อย การปลูกผมเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยบอกลาปัญหาเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจเลือกเทคนิคปลูกผมถาวร อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคปลูกผมแบบต่างๆ แบบไหนที่เหมาะกับเรา “เทคนิคปลูกผมแบบไหนดีที่สุด?” มาหาคำตอบกับทุกข้อสงสัยได้ในบทความนี้กัน
เทคนิคปลูกผมแบบ FUT, FUE, DHI และ Long Hair แต่ละเทคนิคต่างกันอย่างไร?
1. FUT (Follicular Unit Transplantation)
เป็นเทคนิคแบบเก่าที่ใช้ในวงการปลูกผมมายาวนานวิธีนี้ต้องตัดหนังศีรษะออกมาเป็นแถบ แล้วนำไปแยกกราฟต์เพื่อนำไปปลูกผม เป็นเทคนิคที่ได้กราฟต์ผมจำนวนมากในครั้งเดียว แต่ใช้ระยะเวลาพักฟื้นนานกว่าเทคนิคอื่น และอาจมีรอยแผลเป็น
2. FUE (Follicular Unit Extraction)
เทคนิคปลูกผมแบบเอารากผมออกมาทีละกอ จากนั้นใช้ Forceps หรือตัวคีบในการปักรากผมในรูที่เปิดไว้ โดยทำไปทีละเส้นๆ จนจบ เทคนิคนี้แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่ต้องโกนผมด้านหลังเพื่อนำกราฟต์ผมมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้จากการปลูกผมเทคนิคนี้มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบ FUT ซึ่งการปลูกผมทั้งแบบ FUT และ FUE ต้องใส่กราฟต์ผมทีละกออย่างประณีต
3. DHI (Direct Hair Implantation)
เทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจาก FUE โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Implanter Pen ในการใส่กราฟต์ผม จะใช้เพียง 1 จังหวะในการปักกราฟต์ผม ต่างจากเทคนิค FUE ที่ต้องเจาะก่อนแล้วจึงใส่กราฟต์ผมลงไป การใช้ Implanter Pen ช่วยให้เส้นผมมีโอกาสรอดสูงกว่าการใช้คีม (Forceps) เพราะรากผมไม่บอบช้ำจากการโดนหนีบ และทำให้ระยะเวลาในการปลูกลดลงอีกด้วย ซึ่งหัวเข็มขนาดเล็กช่วยให้ปลูกผมได้ละเอียดและถี่แน่นกว่า สามารถควบคุมความลึกและทิศทางของเส้นผมในการปลูกได้ดี ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ แต่วิธีนี้ต้องโกนผมด้านหลังเหมือนกับเทคนิค FUE
4. Long Hair FUI (Follicular Unit Implantation)
เทคนิค Long Hair FUI หรือเรียกอีกอย่างว่า Long Hair FUE เป็นเทคนิคการปลูกผมแบบใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจาก FUE โดยไม่ต้องโกนผมหรือตัดผมให้สั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผมแต่ไม่ต้องการโกนผมด้านหลัง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษในการเจาะกราฟต์ผมออกมาในขณะที่ผมยังยาวอยู่ แล้วจึงนำไปปลูกถ่ายในบริเวณที่ต้องการ ข้อดีคือ สามารถเห็นแนวผม องศา และทิศทางของเส้นผมได้ชัดเจนหลังการปลูกถ่าย แผลมีขนาดเล็กมาก ไม่เห็นรอยแผล ใช้เวลาฟื้นตัวเร็ว และที่สำคัญไม่ต้องตัดผม
ปลูกผมแบบไหนดีที่สุด? เทคนิคไหน ใช่สำหรับคุณ
เทคนิคการปลูกผมแบบไหนที่ใช่ วิธีไหนที่ตอบโจทย์? ไม่ว่าจะปลูกผมด้วยเทคนิคใดก็ตาม แต่ละเทคนิคมีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกัน “ไม่มีเทคนิคไหนที่ดีที่สุด” มีเพียงเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล แพทย์จะเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้แก่คนไข้แต่ละคน และต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุ สุขภาพ สภาพผมและหนังศีรษะ โรคประจำตัว และความต้องการของคนไข้ ทั้งนี้ควรทำความเข้าใจก่อนว่า การทำหัตถการปลูกผมไม่สามารถรับรองผลลัพธ์ ความพึงพอใจ และข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ 100% แต่สามารถทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้น้อยที่สุด
แม้การปลูกผมจะให้ผลลัพธ์ที่สูงกว่า 90% แต่อย่างไรก็ดี หากแพทย์ที่ทำการรักษาไม่มีความชำนาญมากพอ อาจทำให้เซลล์รากผมเกิดความเสียหายระหว่างกระบวนการปลูกผม โอกาสที่ผมจะขึ้นก็จะลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้นการเลือกคลินิกปลูกผมที่มีมาตรฐานและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก
ทำไมต้องปลูกผมที่ The Skin Clinic

คลินิกปลูกผม The Skin Clinic ทำการรักษาโดยทีมแพทย์อเมริกันบอร์ดที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี แพทย์อเมริกันบอร์ด คือ แพทย์ที่มีความชำนาญการในการศัลยกรรมปลูกผมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรระดับสากลอย่าง American Broad of Hair Restoration Surgery (ABHRS) โดยแพทย์จะออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล มีเทคนิคการรักษาปัญหาเส้นผมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผม รักษาผมบาง หรือการรักษาผมร่วง ผมบางแบบไม่ต้องปลูกผม เทคนิคการปลูกผมของ The Skin Clinic ที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ มีดังนี้
- Long Hair FUI (Non-Shaven FUI) : เป็นการศัลยกรรมย้ายเซลล์รากผมที่ผสมผสานระหว่างเทคนิค Long Hair FUE + DHI โดยที่ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง ไม่ต้องตัดผมสั้น ใช้เครื่องมือหัวเจาะที่มีขนาดเล็กมาก เพื่อถอนกราฟต์ผมแล้วนำไปใส่บริเวณที่ต้องการปลูกได้เลย ข้อดีคือ คนไข้ไม่ต้องกังวลเรื่องแผลเป็น สามารถกำหนดทิศทางแนวเส้นผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการปลูกผมแบบปกติที่ต้องใช้ผมสั้น เห็นผลลัพธ์ในทันทีหลังทำเสร็จ ไม่ต้องรอ! ตอบโจทย์คนที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน แต่ไม่มีเวลาพักฟื้นเป็นอย่างมาก
- DHI (Direct Hair Implantation) : เป็นเทคนิคที่ได้รับการวิจัยและยอมรับทั่วโลก ที่ The Skin Clinic ทำการรักษาโดยทีมแพทย์อเมริกันบอร์ด ABHRS ร่วมกับแพทย์ที่ได้รับ DHI Certified จากสถาบัน London Hair Restoration Training Academy ซึ่งเป็นสถาบันการปลูกย้ายเซลล์รากผมระดับโลก ด้วยเครื่องมือ DHI Implanter ที่ผลิตและนำเข้าจาก DHI Global มีสิทธิบัตรถูกต้อง 100% ขั้นตอนการปลูกผมปฏิบัติตามหลักเฉพาะ DHI Global ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก การปลูกผมด้วยเทคนิคนี้สามารถควบคุมความลึก มุม และทิศทางของรากผมได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ได้แนวผมที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือทิ้งรอยแผลเป็น
เทคนิคอื่นๆ แก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง โดยไม่ต้องปลูกผม เฉพาะที่ เดอะ สกิน คลินิก
นอกจากการปลูกผมถาวรแล้ว The Skin Clinic ยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง โดยไม่ต้องผ่าตัดปลูกผม ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมบางระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง เทคนิคเหล่านี้ได้แก่

- FRM Anti Hair Loss : เป็นเทคนิคการกระตุ้นรากผมด้วยคลื่นวิทยุ RF ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณหนังศีรษะ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และและช่วยเพิ่มผมให้หนาดกดำ
- ALMI Nanofat : เป็นเทคนิคการใช้ไขมันตัวเอง โดยนำไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายมาสกัดเป็นอนุภาคขนาดเล็ก แล้วฉีดเข้าสู่หนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม เป้นเทคนิคที่มีงานวิจับรองรับ
- SVF : เป็นเทคนิคการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน โดยสกัดเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันของผู้ป่วยเอง แล้วฉีดเข้าสู่หนังศีรษะ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์รากผม
- Rigenera : เป็นเทคนิคการกระตุ้นรากผมด้วยเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โดยสกัดเซลล์จากบริเวณหลังของศีรษะ ของผู้ป่วยเอง แล้วฉีดเข้าสู่หนังศีรษะ บริเวณที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง เพื่อกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม
การปลูกผมต้องมีการวางแผนระยะยาว อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจทำ! หากยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปลูกผมในแต่ละเทคนิค สำหรับใครที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน แต่ยังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้หรือไม่รู้ว่าควรปลูกผมด้วยเทคนิคไหนดี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินสภาพผมและออกแบบวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด



