ทำไมกินยา Finasteride แล้วไม่ได้ผล? เจาะลึกสาเหตุที่ผมยังร่วง พร้อมทางออก

ทำไมกินยา Finasteride แล้วไม่ได้ผล? เจาะลึกสาเหตุที่ผมยังร่วง พร้อมทางออก

นพ. ณัทธร นฤปเวศม์ (Dr. Nuttorn Narupaves) นพ. ณัทธร นฤปเวศม์ (Dr. Nuttorn Narupaves)
1 minute read

Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

ปัญหาผมร่วง ผมบางเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน แม้ว่า Finasteride จะเป็นยารักษาผมร่วงยอดนิยม แต่ทำไมหลายคนกินยา Finasteride ไปแล้วกลับรู้สึกว่าผมยังร่วงอยู่ ไม่หนาขึ้นอย่างที่หวัง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมกิน Finasteride แล้วยังไม่ได้ผล พร้อมแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดเพื่อคืนความมั่นใจให้เส้นผมของคุณอีกครั้ง

สาระสำคัญในบทความ

กิน Finasteride มาหลายเดือนแต่ผมยังร่วงอยู่ แบบนี้แปลว่า “ยาไม่ได้ผล” จริงหรือ?

ทำไม Finasteride ถึง “ไม่ได้ผล” ?

อย่ารีบตัดสินใจเร็วเกินไป บางคนทานยา Finasteride 2 – 3 เดือนแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าใช้ Finasteride ไม่ได้ผล มีงานวิจัยยืนยันว่า Finasteride ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 – 12 เดือน และใช้ต่อเนื่องประมาณ 18 – 24 เดือน เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเส้นผมมีวงจรชีวิต (Hair Cycle) การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลา ต้องประเมินเป็นรายเดือน ไม่ใช่สัปดาห์ ในช่วงแรกบางคนอาจเห็นการผลัดเส้นผม (Hair Shedding ) จนรู้สึกว่าผมแย่ลง การใช้ Finasteride ผลลัพธ์เริ่มชัดเจนตั้งแต่ 6 – 12 เดือน หากหยุดยาเท่ากับผลลัพธ์ลดลง จึงต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์ให้นาน 

กินยาแล้วผมไม่หนาขึ้น ไม่มีผมงอกใหม่ ไม่ได้ผลหรือแค่ต้องรอเวลากันแน่?

01 คุณอาจ "รีบตัดสิน" เร็วเกินไป กินมา 2-3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Finasteride ไม่ได้ผล

ไม่งอกเพิ่ม ≠ ไม่ได้ผล เพราะการใช้ Finasteride ได้ผล ไม่ได้แปลว่า ผมกลับมาหนาเหมือนเดิม สำหรับบางคน ผลลัพธ์คือ ผมร่วงช้าลง คงสภาพ และไม่แย่ลง ไม่จำเป็นต้องเกิดการงอกใหม่อย่างชัดเจนเสมอไป หากก่อนกินยาผมบางลงเรื่อยๆ แต่หลังกินแล้วเส้นผมไม่หลุดร่วงเพิ่มขึ้น หรือความหนาแน่นของเส้นผมไม่ลดลงไปจากเดิม นั่นเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งเช่นกัน

เมื่อฮอร์โมน DHT ลดลงแล้ว แต่ทำไมผมยังบางลงได้อีก? เจาะลึกปัจจัยที่ซ่อนอยู่

02 "ไม่งอกเพิม" ไม่ได้ผล Finasteride ได้ผล ไม่ได้แปลว่า "ผมต้องกลับมาหนาเหมือนเดิม"

สาเหตุผมบางอาจไม่ได้มาจากฮอร์โมน DHT อย่างเดียว และ Finasteride ไม่ได้รักษาผมร่วงทุกประเภท แต่มีเป้าหมายหลักคือ ฮอร์โมน Androgen และ DHT (Dihydrotestosterone) สำหรับคนหนึ่งสามารถมีปัญหาผมร่วงมากกว่า 1 สาเหตุพร้อมกันได้ เช่น มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia) อยู่แล้ว และมีภาวะผมร่วงจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย

ดังนั้นเมื่อ DHT ลดลง จึงไม่เท่ากับปัญหาผมร่วง ผมบางทุกสาเหตุจะหยุดลง เพราะ Finasteride ทำหน้าที่ยังยั้งฮอร์โมน DHT ช่วยชะลอผมร่วงจากพันธุกรรม แต่ไม่สามารถหยุดสาเหตุอื่นได้ เช่น ความเครียด การอักเสบของราก การดึงผม โรคผมร่วงเป็นหย่อม จึงทำให้เส้นผมยังคงร่วงต่อได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนการรักษาด้วย Finasteride คือการหาสาเหตุผมร่วงที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร เช่น 

03  คุณอาจไม่ได้เป็น "ผมบางจาก DHT" อย่างเดียว

  • บางคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าผมร่วงจากฮอร์โมนซ้ำแล้วซ้ำเล่า รักษาด้วยการกินยาแต่ไม่เห็นผล แต่หลังจากที่ได้ทำการสแกนรากผมจึงพบว่าสาเหตุมาจากโรคผมร่วงเป็นหย่อมชนิดไม่ทราบสาเหตุ จึงได้เปลี่ยนการรักษา และในที่สุดผมก็งอกขึ้นมา
  • ภาวะหนังศีรษะอักเสบ (Scalp Inflammation) อาจเป็นอีกปัจจัยของผมร่วง แม้ฮอร์โมน DHT จะลดลง แต่หนังศีรษะยังมีปัญหาอยู่ หากมีการอักเสบของหนังศีรษะ หรือโรคเกี่ยวกับหนังศีรษะร่วมด้วย การลดฮอร์โมน DHT เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้จัดการปัจจัยทั้งหมดที่กำลังส่งผลต่อภาวะผมร่วง 

ทำไมบางคนกิน Finasteride แล้วเห็นผลดี แต่บางคนกลับไม่เห็นผลลัพธ์?

การตอบสนองต่อการรักษา 1 ใน 500 ราย #ไม่ใช่ทุกเคสที่จะประสบความสำเร็จ #ไม่ใช่ผลลัพธ์จะต้องเท่ากันทุกคน

“เพราะพันธุกรรมทำให้การตอบสนองของแต่ละคนไม่เท่ากัน” กินยารักษาผมร่วงเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าจะตอบสนองเหมือนกัน การตอบสนองต่อ Finasteride มีความแตกต่างระหว่างบุคคล และปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factor) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับการตอบสนองต่อการรักษา และหากเริ่มรักษาเร็วยังมีเส้นผมอยู่ Finasteride จะช่วยลดผลกระทบจาก DHT ชะลอการบาง คงสภาพเดิมได้นาน แต่ในกรณีที่ผมบางมากแล้ว โอกาสที่เส้นผมจะกลับมางอกใหม่นั้นมีจำกัด เพราะกลไกพื้นฐานของ Finasteride คือการยับยั้งการสร้างฮอร์โมน DHT ไม่ใช่การสร้างต่อมรากผม (Hair Follicle) ใหม่

04 Scalp Inflammation อาจเป็นอีกตัวแปร ลด DHT แล้ว แต่หนังศีรษะยังมีปัญหาอยู่?

ทางออกเมื่อ Finasteride อย่างเดียวเอาไม่อยู่! ควรทำอย่างไร? 

05 พันธุกรรมทำให้ Response ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ลองพิจารณาจาก 5 ข้อนี้ก่อน

  1. ใช้นานพอหรือยัง อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าไม่ได้ผล หากยังใช้ไม่ถึง 6 – 12 เดือน
  2. คาดหวังการงอกใหม่ของเส้นผม ทั้งที่จริงภาวะผมร่วงได้หยุดลงในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว
  3. ได้รับการวินิจฉัยถูกต้องตั้งแต่แรกหรือไม่
  4. มีภาวะหนังศีรษะอักเสบหรือปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วงหรือไม่
  5. เป็นการตอบสนองเฉพาะบุคคลที่ขึ้นกับพันธุกรรมหรือไม่ก่อนบอกว่า "Finasteride ไม่ได้ผล" ลองถาม 5 ข้อนี้ก่อน

การประเมินว่า Finasteride ได้ผลหรือไม่ ควรดูมากกว่าแค่ “มีเส้นผมใหม่ขึ้นหรือยัง” และที่สำคัญคือ ไม่ควรหยุดยาเอง ควรกลับมาประเมินว่าอะไรคือปัญหาจริง ก่อนพิจารณาว่าควรปรับหรือเพิ่มแนวทางการรักษาอื่นหรือไม่ ซึ่งแนวทางการรักษาเพื่อชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม และฟื้นฟูรากผมมีหลายเทคนิคด้วยกัน สำหรับที่ THE SKIN CLINIC เรามีการกระตุ้นรากผมด้วยไขมันที่ช่วยทดแทนการกินยาอย่าง ALMI Nano Fat รวมถึงเทคนิคอื่นๆ เช่น SVF for Hair Loss และ FRM Anti Hair Loss

แล้วถ้า Finasteride อย่างเดียวไม่พอ? อย่าเพิ่งสรุปว่า "Finasteride ไม่ได้ผล" ก่อนรู้ว่า อะไรคือปัญหาจริง

Finasteride ไม่ได้แก้ปัญหาผมร่วง ผมบางทุกสาเหตุ และผลลัพธ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญของการรักษาที่ได้ผล เพราะผมร่วงสำหรับบางคนอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพเส้นผมและหนังศีรษะอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดที่สุด

« Back to Blog