สาระสำคัญในบทความ
ภาวะหัวล้านที่เกิดขึ้นบริเวณกลางศีรษะ หรือที่หลายคนเรียกว่าหัวล้านไข่ดาว เป็นบริเวณที่สังเกตได้ค่อนข้างยาก กว่าจะรู้ตัวก็แทบจะไม่เหลือผมแล้ว ยิ่งอาการรุนแรงมากเท่าไหร่ การรักษาจะทำได้ยากขึ้น บทความนี้จะพาไปรู้จักกับภาวะผมบางกลางศีรษะ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สามารถปลูกผมได้ไหม เพื่อที่จะได้สังเกตตัวเองและเข้ารับรักษาก่อนที่จะสายเกินแก้
ผมบางกลางศีรษะ เกิดจากอะไร?

ภาวะผมบางกลางศีรษะ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในระยะแรกมีผมบางกลางศีรษะเท่านั้น แต่หากปล่อยไว้นาน ก็จะยิ่งบางจนอาจลุกลามเกือบทั่วศีรษะ ผมบางกลางศีรษะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล สาเหตุหลักของผมบางกลางศีรษะ เกิดจาก กรรมพันธุ์และฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) นอกจากนี้สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ความเครียด โรคที่มีผลกับเส้นผม โรคที่มีผลกับฮอร์โมน หรือระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดอาการผมร่วงโดยตรง แต่จะเป็นการกระตุ้นให้มีอาการผมร่วงมากขึ้น หากไม่ได้รับการรักษา เส้นผมของคุณก็จะร่วงต่อไป
ลักษณะผมบางกลางศีรษะ ผู้ชายกับผู้หญิง
- ภาวะผมบางกลางศีรษะในผู้ชาย (Male Pattern Baldness) สัญญาณแรกมักจะเป็นเส้นผมที่บางลงบริเวณด้านหน้า หรือมีจุดหัวล้านที่ด้านบนศีรษะ หากไม่ได้รับการรักษาจะขยายวงกว้างจากด้านหน้าและตรงกลางมาบรรจบกัน ก็จะเหลือเพียงผมส่วนท้ายทอยและหลังกกหูเท่านั้น
- ภาวะผมบางกลางศีรษะในผู้หญิง (Female Pattern Baldness) สัญญาณแรกที่สังเกตเห็นได้ผมมักจะเริ่มบางจากตรงแสกกลางก่อน หากไม่รีบรักษาผมจะร่วงมากขึ้นบางลงจนเห็นหนังศีรษะ บริเวณแสกจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมบางทั่วทั้งศีรษะได้
หัวล้านตรงกลาง เป็นไข่ดาว ปลูกผมได้ไหม?
เทคนิคปลูกผมมีอะไรบ้าง แต่ละวิธีต่างกันอย่างไร?
การปลูกผมถาวรมีหลายเทคนิค แต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน ส่วนจะใช้เทคนิคปลูกผมแบบใดเพื่อแก้ปัญหาหัวล้านตรงกลาง ขึ้นอยู่กับปัญหา สภาพเส้นผม และข้อจำกัดของคนไข้แต่ละราย
1. ปลูกผมแบบ FUT (Follicular Unit Hair Transplant)
เป็นการตัดหนังศีรษะบางส่วนออกมาพร้อมกับรากผม แล้วเย็บปิดบริเวณที่ตัดหนังศีรษะออก จากนั้นแพทย์จะใช้มีดผ่าตัดหั่นหนังศีรษะออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อแยกกราฟต์ออกมาปลูกในตำแหน่งที่ต้องการ
ข้อดี คือ สามารถปลูกกราฟต์ได้จำนวนมากในครั้งเดียว แต่มีข้อเสียตรงที่ทิ้งรอยแผลเป็นที่เห็นชัดในบริเวณที่ตัดหนังศีรษะออกไป ทำให้วิธีการรักษานี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยม
2. ปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction)
แพทย์จะทำการย้ายเซลล์รากผม โดยใช้เครื่องมือในการเจาะกราฟต์ผมออกมาทีละกราฟต์ จากบริเวณด้านหลังศีรษะซึ่งเป็นบริเวณที่รากผมแข็งแรงที่สุด แล้วนำไปปลูกบริเวณที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน
ข้อดี คือ แผลมีขนาดเล็กกว่า FUT แทบไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ฟื้นฟูได้เร็วกว่า และไม่ต้องพักฟื้น ข้อจำกัดคือ มีโอกาสปลูกผมไม่ขึ้น หรือขึ้นน้อยหากแพทย์ไม่มีความชำนาญ อาจทำให้รากผมเสียหายได้
3. ปลูกผมแบบ Long Hair FUE
วิธีนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ผู้หญิง มีความคล้ายคลึงกับเทคนิคปลูกผม FUE แพทย์จะเจาะกราฟต์ผมด้วยเครื่องมือขนาดเล็ก แล้วดึงรากผมออกมาพร้อมเส้นผมที่ยาวมาปลูกบนหนังศีรษะ โดยไม่ต้องโกนผมด้านหลัง วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก เพราะต้องเจาะกราฟต์ผมยาวทีละกราฟต์ เพื่อให้ได้กราฟต์ผมที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูก
ข้อดี คือ เห็นแนวผมและความหนาแน่นของเส้นผมได้ทันทีหลังทำ แทบจะดูไม่ออกว่าปลูกผมมา
4. ปลูกผมแบบ FUI
เทคนิคที่ผสมผสานระหว่าง Long Hair FUE กับ DHI (Direct Hair Implanter) เป็นวิธีย้ายเซลล์รากผมด้านหลัง โดยที่ไม่ต้องโกนศีรษะ ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า DHI Implanter ในการปักกราฟต์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโหลดกราฟต์ผมไปบนหนังศีรษะ ทำให้ปลูกผมได้เร็วขึ้น เพราะเรื่องของเวลาสำคัญมาก หากใช้เวลาในการปลูกผมนานเกินไป จะส่งผลต่ออัตราการรอดของกราฟต์ที่นำออกมา ยิ่งใช้เวลานาน อาจทำให้กราฟต์ผมตายมากขึ้นและปลูกผมไม่ขึ้นได้
ข้อดี คือ เห็นแนวผมและความหนาแน่นได้ทันทีหลังปลูก สามารถจัดเรียงทิศทางเส้นผมได้ตามต้องการ แต่จะใช้เวลานานกว่าเทคนิคปลูกผม FUE
ยิ่งเข้าใจถึงปัญหาผมบางกลางศีรษะมากแค่ไหน และเริ่มรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลดีเท่านั้น รวมทั้งสามารถป้องกันปัญหาเส้นผมที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวได้ หากสังเกตว่าผมร่วงมากกว่าปกติ ผมตรงกลางศีรษะเริ่มบาง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ เพื่อรักษาฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้หัวล้านตรงกลางอย่างถาวร



